ผู้สนับสนุน zupzip.net

  1. mwake.com
  2. kpopfc.com

MILK : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก

MILK : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก

 


ฮาร์วี่ย์ มิลค์ (ฌอน เพนน์) วัย 40 ปี ตัดสินใจออกตามหาจุดมุ่งหมายอื่นๆ ในชีวิต เขากับคนรัก สก็อตต์ สมิธ (เจมส์ ฟรังโก) ย้ายจากนิวยอร์กมาปักหลักที่ซานฟรานซิสโก และเปิดธุรกิจเล็กๆ ชื่อ คาสโตร คาเมรา ณ ใจกลางชุมชนของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่พักพิงทางใจของกลุ่มรักร่วมเพศจากทั่วประเทศ


 

ชุมชนคาสโตรบ่มเพาะให้ มิลค์ กลายเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมให้กับทุกๆ คน ท่ามกลางอคติและกระแสต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศซึ่งเป็นบรรทัดฐานของสังคม มิลค์ ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่กระแสการเมืองอันเชี่ยวกราก และคอยหนุนหนุ่มนักเคลื่อนไหวไฟแรง คลีฟ โจนส์ (เอมิล เฮิร์สช์) เขาใช้อารมณ์ขันและการพูดจริงทำจริงมัดใจสาธารณชนได้อยู่หมัด

มิลค์ ยืนกรานจะเข้าร่วมการเมืองส่วนท้องถิ่น เป็นเหตุให้เขาและ สก็อตต์ ต้องแยกทางกันไป ผ่านมาถึงช่วงที่เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 4 จึงได้พบรักใหม่กับ แจ็ก ลิรา (ดิเอโก ลูนา) มิลค์ ได้ชัยชนะในการลงสมัครครั้งนี้ โดยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาประจำเขตการปกครองที่ 5

 

 

เขาดูแลซานฟรานซิสโกเป็นอย่างดี พร้อมวิ่งเต้นคัดค้านข้อบังคับประจำเมือง เพื่อปกป้องผู้คนที่เปิดเผยรสนิยมทางเพศของตัวเอง ไม่ให้ถูกไล่ออกจากงาน รวมถึงนำขบวนประท้วงการทำประชามติเพื่อไล่ครูที่เป็นเกย์รวมทั้งผู้สนับสนุนให้ออกจากโรงเรียน เขาตระหนักดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์

ในเวลาเดียวกัน จุดมุ่งหมายทางการเมืองของ มิลค์ เริ่มสวนทางกับจุดมุ่งหมายของ แดน ไวต์ (จอช โบรลิน) กรรมการที่ปรึกษาหน้าใหม่อีกท่านหนึ่ง จนกระทั่งโชคชะตาของทั้งสองมาบรรจบกันและจบลงที่ความเศร้า แนวคิดของ มิลค์ เคยเป็นและยังคงเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยเรื่องความหวัง อันเปรียบได้ดั่งมรดกที่วีรบุรุษท่านนี้ส่งต่อให้คนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน

 

 

#  ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ครั้งแรกจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานในโรงละครราวๆ ต้นทศวรรษที่ 1990 หลังจากนั้น เขารู้สึกประทับใจสุนทรพจน์ของ มิลค์ ที่ปรากฏอยู่ตอนท้ายภาพยนตร์สารคดีที่ชนะรางวัลออสการ์เรื่อง The Times of Harvey Milk (1984) จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ในที่สุด

# ก่อนหน้าที่จะมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ทำงานอยู่ในแวดวงภาพยนตร์และโทรทัศน์หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นผู้เขียนบท ผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับ

# ดัสติน แลนซ์ แบล็ก รวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ แต่ใช้วิธีหาข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และผู้ที่ได้ฟังเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา

 

# ช่วงแรกๆ ที่ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก หาข้อมูลในการเขียนบทโดยไปพูดคุยกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ นั้น เขาไม่ได้รับความร่วมมือเท่าใดนัก เนื่องจากหลายๆ คนยังแคลงใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะมีคนมากมายเคยมาถามหาข้อมูลเช่นนี้ แต่ไม่ได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ มิลค์ ตามที่สัญญาไว้

# บุคคลแรกที่ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้คือนักเคลื่อนไหวผู้ เคียงบ่าเคียงไหล่กับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ที่ชื่อ คลีฟ โจนส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ เนมส์ โปรเจกต์ และเป็นผู้ออกแบบและสร้างสรรค์ของโครงการ เอดส์ ควิลต์ ซึ่งดูแลเกี่ยวกับโรคเอดส์

# คลีฟ โจนส์ ให้ความร่วมมือกับผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก โดยการให้สัมภาษณ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น เวลา 2 วัน มีความยาวรวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง และยังเป็นที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

# คลีฟ โจนส์ ซึ่งสนิทสนมกับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ เป็นผู้แนะนำให้ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก รู้จักกับผู้คนมากมายที่สนิทกับ มิลค์ เช่นกัน อาทิ แดนนี นิโคเลตตา, แอนน์ โครเนนเบิร์ก, แอลลัน เบร์ด, แครอล รูธ ซิลเวอร์, แฟรงก์ โรบินสัน, ทอม อัมมิอาโน, จิม ริวัลโด, อาร์ต อันโยส และ ไมเคิล หว่อง

# ช่วงที่ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เริ่มหาข้อมูลสำหรับเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ใหม่ๆ เขายังติดพันอยู่กับการเขียนบทให้กับละครโทรทัศน์ Big Love ฤดูกาลแรก ทำให้เขาต้องขับรถจากสถานที่ถ่ายทำละครในเมืองซานตาคลาริตาขึ้นมาที่ซานฟราน ซิสโกทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์

# ไมเคิล หว่อง เพื่อนสนิทของนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ มอบรูปถ่ายจำนวนมาก ซึ่งบันทึกชีวิตประจำวันของเขากับ มิลค์ ให้แก่ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เพื่อให้ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้

# ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ มากมายจากเอกสารในหอจดหมายเหตุ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ในศูนย์เกย์และเลสเบียนประจำห้องสมุดประชาชนแห่งซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งบันทึกส่วนตัวของ สก็อตต์ สมิธ คนรักของ มิลค์ และบันทึกของสมาคมทางประวัติศาสตร์ของ เกย์ เลสเบียน ไบเซ็กชวล และทรานส์เจนเดอร์

# ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เก็บข้อมูลก่อนเขียนบทได้มากเกินไป จึงต้องพยายามคัดเลือกข้อมูลอย่างละเอียด เขาเลือกเล่าเรื่องตั้งแต่นักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ย้ายมาอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1972 ไปจนถึงปี 1978 ซึ่งเขาถูกลอบสังหาร และเน้นนำเสนอชีวิตส่วนตัวและความรักของ มิลค์ กับการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมของเขา ซึ่งบ่อยครั้งดำเนินไปด้วยกันอย่างใกล้ชิด

# ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง ณ สถานที่จริงในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคณะผู้สร้างเปิดห้องพักที่โรงแรม เทรเชอร์ ไอส์แลนด์

# นายกเทศมนตรี เกวิน นิวซัม และผู้ดูแลการสร้างภาพยนตร์ของซานฟรานซิสโก เข้ามาประสานงานกับผู้อำนวยการสร้างและผู้จัดการกองถ่าย บาร์บารา เอ. ฮอลล์ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภาพยนตร์ถ่ายทอดภาพของซานฟรานซิสโกอย่างสมจริงที่สุด

 

# นายกเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก เกวิน นิวซัม อนุญาตให้ผู้สร้างถ่ายทำในศาลากลางของเมือง และยังเสนอให้ใช้ห้องทำงานของท่านเป็นสถานที่ถ่ายทำ แต่ผู้สร้างปฏิเสธข้อเสนอหลังนี้ เพราะตระหนักว่าท่านควรประจำอยู่ที่นั่นเพื่อสนองความต้องการของปวงชน

# ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับผลประโยชน์เต็มที่จากโครงการ ซีน อิน ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ให้ถ่ายทำภาพยนตร์ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกเทศมนตรี เกวิน นิวซัม เซ็นลงนามไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2006

# ผู้สร้างถ่ายทำฉากร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ที่สถานที่จริง คือที่อาคารเลขที่ 575 บนถนนคาสโตร ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นร้านขายของที่ระลึกชื่อ กิฟเวน โดยผู้สร้างขอให้คนในร้านช่วยหยุดงานเป็นเวลา 9 สัปดาห์ จากนั้นผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ก็ตกแต่งร้านใหม่ ให้เหมือนร้าน คาสโตร คาเมรา ในอดีต รวมถึงสร้างกำแพงเสริมขึ้น 3 นิ้ว

# ร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ที่ผู้สร้างจำลองขึ้นมาใหม่เหมือนกับร้านของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ จริงๆ ในอดีต ทำให้ ไมเคิล หว่อง เพื่อนที่สนิทสนมกับ มิลค์ ถึงกับร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ

# ผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ศึกษาข้อมูลจากภาพถ่ายและวิดีโอจำนวนมาก และพูดคุยกับผู้คนในเมืองซานฟรานซิสโกที่มีความทรงจำที่ร้าน คาสโตร คาเมรา เพื่อสร้างฉากร้านนี้ให้สมจริงตามประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งข้าวของในลิ้นชัก และเครื่องอัดรูปที่ มิลค์ เคยยืมมาใช้เพื่ออัดแผ่นภาพหาเสียง

# เหตุผลหนึ่งที่ผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ต้องสร้างฉากให้ละเอียดสมจริงที่สุด เพื่อให้นักแสดงรู้สึกคล้อยตามกับบรรยากาศ เพราะวิธีการทำงานของผู้กำกับ กัส แวน แซนต์ ในบางครั้งเป็นแบบคิดสด ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าจะต้องแสดงโดยใช้ข้าวของในฉากมาประกอบด้วยมากแค่ไหน

# ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองคาสโตร ของซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกามานาน ต่างพากันช่วยเหลือผู้สร้างเรื่องอุปกรณ์ประกอบฉาก ไม่ใช่แค่นำภาพเก่าๆ มาให้ดูเท่านั้น แต่ยังเอาของใช้ของร้าน คาสโตร คาเมรา มาให้จริงๆ ด้วย เช่น ป้ายสัญลักษณ์ซึ่งเคยแขวนอยู่ที่หน้าต่างหน้าร้าน

# ผู้สร้างต้องสร้างฟิล์มภาพยนตร์ กระดาษอัดรูป น้ำยาล้างรูป และวัสดุต่างๆ ที่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วขึ้นมาใหม่ โดยต้องทำฉลากติดเอาไว้ให้เหมือนจริงที่สุดอีกด้วย

# ผู้ตกแต่งฉาก บาร์บารา มุนช์ สร้างเครื่องเรือนขึ้นใหม่หลายชิ้นตามที่ได้ค้นคว้าข้อมูลมา โดยเครื่องเรือนชิ้นสำคัญที่สุดคือเก้าอี้นวมสีแดงของ อาร์ต เดโก ซึ่งทุกคนที่เข้ามาในร้าน คาสโตร คาเมรา จะต้องมานั่ง

# ผู้สร้างสร้างฉากร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ได้สมจริงมากจนวันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวหญิง 3 คน เข้ามาขอซื้อถ่านใส่กล้องถ่ายรูป

# ร้านขายไวน์ชื่อ สเวิร์ล ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับร้าน คาสโตร คาเมรา ของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ปัจจุบันกลายเป็นร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อ แมกคอเนลลี ซึ่งผู้สร้างใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากที่ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ เข้าไปชักชวนลูกค้าเกย์ให้มารวมกลุ่มกับชาวเมือง

# ผู้สร้างได้ตกแต่งถนนสายที่ 17 ไปจนถึงสายที่ 19 ของเมืองคาสโตร ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแยกความแตกต่างของแต่ละช่วงถนนอย่างชัดเจน เพราะต้องถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโกซึ่งครอบคลุมเวลาทั้งสิ้น 6 ปี ฉะนั้น บางส่วนของถนนจึงเป็นแบบช่วงปี 1972-1973 และบางส่วนเป็นแบบช่วงปี 1976-1977

 

# เพื่อให้สถานที่ถ่ายทำสมจริงที่สุด ผู้สร้างจึงต้องถอดไฟส่องถนนที่ยื่นออกมาจากตัวร้าน เรนโบว์ แฟลก ออกชั่วคราว นอกจากนี้ยังปรับปรุงซ่อมแซมร้านค้าดังๆ ในสมัยนั้นขึ้นใหม่หลายร้าน เช่น อควาเรียส เรกคอร์ดส์, ไชนา คอร์ต, โทด ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์ คาสโตร เธียเตอร์

# ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดนนี กลิกเคอร์ ต้องหากางเกงยีนส์แนบเนื้อแบบยุค 70 มาให้นักแสดงทุกคนซึ่งมีโครงสร้างทางร่างกายต่างกับคนยุคนั้น โดยเขาตระเวนหากางเกงยีนส์ตามร้านขายเสื้อผ้าใช้แล้ว และบางครั้งก็ต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อแลกกับกางเกงยีนส์ ลีไว ขาดๆ เก่าๆ แต่สวยงามและเป็นของแท้จากยุค 70

# ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดนนี กลิกเคอร์ ออกแบบให้ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าซ้ำๆ เพียงไม่กี่ชุด เพื่อให้ตรงกับนิสัยจริงๆ ของ มิลค์ แม้กระทั่งตอนที่ มิคล์ เป็นนักการเมือง ก็ยังมีเพียงสูทที่ซื้อจากร้านเสื้อผ้ามือสองเพียง 2 ตัว และยังสวมรองเท้าที่ขาดเป็นรูโหว่ด้วย

# มีนักแสดงหลายคนที่ได้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าจริงของบุคคลที่ตัวเองกำลังรับบท เช่น ฌอน เพนน์ สวมเสื้อผ้าจริงๆ ของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ส่วน อลิสัน พิลล์ ได้สวมต่างหูที่ แอนน์ โครเนนเบิร์ก ใส่เป็นประจำในอดีต ลูคัส กราบีล สวมเสื้อกั๊กของ แดนนี นิโคเลตตา และ วิกเตอร์ การ์เบอร์ ผูกเทกไทของ จอร์จ มอสโคน ซึ่ง โจนาธาน ลูกชายของ จอร์จ ส่งมาให้คณะผู้สร้าง

# ร็อบ เอปสไตน์ ผู้กำกับ The Times of Harvey Milk (1984) ยอมให้ผู้สร้างนำภาพยนตร์ 35 มม. เรื่องนี้ของเขา มาจัดฉายที่โรงภาพยนตร์ คาสโตร เธียเตอร์ อันเป็นสถานที่ที่เคยฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อปลุกอารมณ์ร่วมของตัวประกอบก่อนการถ่ายทำฉากที่ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ นำขบวนประท้วงเคลื่อนไปตามท้องถนน

# ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2008 ผู้สร้างถ่ายทำฉากที่ชาวซานฟรานซิสโกนับหมื่นคนร่วมชุมนุมใต้แสงเทียนอย่าง สงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1978 สืบเนื่องจากมรณกรรมของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ และ จอร์จ มอสโคน ซึ่งรับบทโดย วิกเตอร์ การ์เบอร์ ฉากนี้มีตัวประกอบมาร่วมเข้าฉากมากกว่า 1,000 คน โดยมีส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมชุมนุมจริงๆ มาแล้ว

 

#  ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ครั้งแรกจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานในโรงละครราวๆ ต้นทศวรรษที่ 1990 หลังจากนั้น เขารู้สึกประทับใจสุนทรพจน์ของ มิลค์ ที่ปรากฏอยู่ตอนท้ายภาพยนตร์สารคดีที่ชนะรางวัลออสการ์เรื่อง The Times of Harvey Milk (1984) จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ในที่สุด

# ก่อนหน้าที่จะมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ทำงานอยู่ในแวดวงภาพยนตร์และโทรทัศน์หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นผู้เขียนบท ผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับ

# ดัสติน แลนซ์ แบล็ก รวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ แต่ใช้วิธีหาข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และผู้ที่ได้ฟังเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา

# ช่วงแรกๆ ที่ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก หาข้อมูลในการเขียนบทโดยไปพูดคุยกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ นั้น เขาไม่ได้รับความร่วมมือเท่าใดนัก เนื่องจากหลายๆ คนยังแคลงใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะมีคนมากมายเคยมาถามหาข้อมูลเช่นนี้ แต่ไม่ได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ มิลค์ ตามที่สัญญาไว้

# บุคคลแรกที่ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้คือนักเคลื่อนไหวผู้ เคียงบ่าเคียงไหล่กับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ที่ชื่อ คลีฟ โจนส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ เนมส์ โปรเจกต์ และเป็นผู้ออกแบบและสร้างสรรค์ของโครงการ เอดส์ ควิลต์ ซึ่งดูแลเกี่ยวกับโรคเอดส์

# คลีฟ โจนส์ ให้ความร่วมมือกับผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก โดยการให้สัมภาษณ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น เวลา 2 วัน มีความยาวรวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง และยังเป็นที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

# คลีฟ โจนส์ ซึ่งสนิทสนมกับนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ เป็นผู้แนะนำให้ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก รู้จักกับผู้คนมากมายที่สนิทกับ มิลค์ เช่นกัน อาทิ แดนนี นิโคเลตตา, แอนน์ โครเนนเบิร์ก, แอลลัน เบร์ด, แครอล รูธ ซิลเวอร์, แฟรงก์ โรบินสัน, ทอม อัมมิอาโน, จิม ริวัลโด, อาร์ต อันโยส และ ไมเคิล หว่อง

# ช่วงที่ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เริ่มหาข้อมูลสำหรับเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ใหม่ๆ เขายังติดพันอยู่กับการเขียนบทให้กับละครโทรทัศน์ Big Love ฤดูกาลแรก ทำให้เขาต้องขับรถจากสถานที่ถ่ายทำละครในเมืองซานตาคลาริตาขึ้นมาที่ซานฟราน ซิสโกทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์

# ไมเคิล หว่อง เพื่อนสนิทของนักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ มอบรูปถ่ายจำนวนมาก ซึ่งบันทึกชีวิตประจำวันของเขากับ มิลค์ ให้แก่ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เพื่อให้ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้

# ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ มากมายจากเอกสารในหอจดหมายเหตุ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ในศูนย์เกย์และเลสเบียนประจำห้องสมุดประชาชนแห่งซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งบันทึกส่วนตัวของ สก็อตต์ สมิธ คนรักของ มิลค์ และบันทึกของสมาคมทางประวัติศาสตร์ของ เกย์ เลสเบียน ไบเซ็กชวล และทรานส์เจนเดอร์

# ผู้เขียนบท ดัสติน แลนซ์ แบล็ก เก็บข้อมูลก่อนเขียนบทได้มากเกินไป จึงต้องพยายามคัดเลือกข้อมูลอย่างละเอียด เขาเลือกเล่าเรื่องตั้งแต่นักการเมือง ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ย้ายมาอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1972 ไปจนถึงปี 1978 ซึ่งเขาถูกลอบสังหาร และเน้นนำเสนอชีวิตส่วนตัวและความรักของ มิลค์ กับการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมของเขา ซึ่งบ่อยครั้งดำเนินไปด้วยกันอย่างใกล้ชิด

# ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง ณ สถานที่จริงในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคณะผู้สร้างเปิดห้องพักที่โรงแรม เทรเชอร์ ไอส์แลนด์

# นายกเทศมนตรี เกวิน นิวซัม และผู้ดูแลการสร้างภาพยนตร์ของซานฟรานซิสโก เข้ามาประสานงานกับผู้อำนวยการสร้างและผู้จัดการกองถ่าย บาร์บารา เอ. ฮอลล์ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภาพยนตร์ถ่ายทอดภาพของซานฟรานซิสโกอย่างสมจริงที่สุด

# นายกเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก เกวิน นิวซัม อนุญาตให้ผู้สร้างถ่ายทำในศาลากลางของเมือง และยังเสนอให้ใช้ห้องทำงานของท่านเป็นสถานที่ถ่ายทำ แต่ผู้สร้างปฏิเสธข้อเสนอหลังนี้ เพราะตระหนักว่าท่านควรประจำอยู่ที่นั่นเพื่อสนองความต้องการของปวงชน

# ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับผลประโยชน์เต็มที่จากโครงการ ซีน อิน ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ให้ถ่ายทำภาพยนตร์ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกเทศมนตรี เกวิน นิวซัม เซ็นลงนามไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2006

# ผู้สร้างถ่ายทำฉากร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ที่สถานที่จริง คือที่อาคารเลขที่ 575 บนถนนคาสโตร ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นร้านขายของที่ระลึกชื่อ กิฟเวน โดยผู้สร้างขอให้คนในร้านช่วยหยุดงานเป็นเวลา 9 สัปดาห์ จากนั้นผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ก็ตกแต่งร้านใหม่ ให้เหมือนร้าน คาสโตร คาเมรา ในอดีต รวมถึงสร้างกำแพงเสริมขึ้น 3 นิ้ว

# ร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ที่ผู้สร้างจำลองขึ้นมาใหม่เหมือนกับร้านของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ จริงๆ ในอดีต ทำให้ ไมเคิล หว่อง เพื่อนที่สนิทสนมกับ มิลค์ ถึงกับร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ

# ผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ศึกษาข้อมูลจากภาพถ่ายและวิดีโอจำนวนมาก และพูดคุยกับผู้คนในเมืองซานฟรานซิสโกที่มีความทรงจำที่ร้าน คาสโตร คาเมรา เพื่อสร้างฉากร้านนี้ให้สมจริงตามประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งข้าวของในลิ้นชัก และเครื่องอัดรูปที่ มิลค์ เคยยืมมาใช้เพื่ออัดแผ่นภาพหาเสียง

# เหตุผลหนึ่งที่ผู้ออกแบบงานสร้าง บิล กรูม ต้องสร้างฉากให้ละเอียดสมจริงที่สุด เพื่อให้นักแสดงรู้สึกคล้อยตามกับบรรยากาศ เพราะวิธีการทำงานของผู้กำกับ กัส แวน แซนต์ ในบางครั้งเป็นแบบคิดสด ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าจะต้องแสดงโดยใช้ข้าวของในฉากมาประกอบด้วยมากแค่ไหน

# ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองคาสโตร ของซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกามานาน ต่างพากันช่วยเหลือผู้สร้างเรื่องอุปกรณ์ประกอบฉาก ไม่ใช่แค่นำภาพเก่าๆ มาให้ดูเท่านั้น แต่ยังเอาของใช้ของร้าน คาสโตร คาเมรา มาให้จริงๆ ด้วย เช่น ป้ายสัญลักษณ์ซึ่งเคยแขวนอยู่ที่หน้าต่างหน้าร้าน

# ผู้สร้างต้องสร้างฟิล์มภาพยนตร์ กระดาษอัดรูป น้ำยาล้างรูป และวัสดุต่างๆ ที่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วขึ้นมาใหม่ โดยต้องทำฉลากติดเอาไว้ให้เหมือนจริงที่สุดอีกด้วย

# ผู้ตกแต่งฉาก บาร์บารา มุนช์ สร้างเครื่องเรือนขึ้นใหม่หลายชิ้นตามที่ได้ค้นคว้าข้อมูลมา โดยเครื่องเรือนชิ้นสำคัญที่สุดคือเก้าอี้นวมสีแดงของ อาร์ต เดโก ซึ่งทุกคนที่เข้ามาในร้าน คาสโตร คาเมรา จะต้องมานั่ง

# ผู้สร้างสร้างฉากร้านขายกล้องถ่ายรูป คาสโตร คาเมรา ได้สมจริงมากจนวันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวหญิง 3 คน เข้ามาขอซื้อถ่านใส่กล้องถ่ายรูป

# ร้านขายไวน์ชื่อ สเวิร์ล ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับร้าน คาสโตร คาเมรา ของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ปัจจุบันกลายเป็นร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อ แมกคอเนลลี ซึ่งผู้สร้างใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากที่ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ เข้าไปชักชวนลูกค้าเกย์ให้มารวมกลุ่มกับชาวเมือง

# ผู้สร้างได้ตกแต่งถนนสายที่ 17 ไปจนถึงสายที่ 19 ของเมืองคาสโตร ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแยกความแตกต่างของแต่ละช่วงถนนอย่างชัดเจน เพราะต้องถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโกซึ่งครอบคลุมเวลาทั้งสิ้น 6 ปี ฉะนั้น บางส่วนของถนนจึงเป็นแบบช่วงปี 1972-1973 และบางส่วนเป็นแบบช่วงปี 1976-1977

# เพื่อให้สถานที่ถ่ายทำสมจริงที่สุด ผู้สร้างจึงต้องถอดไฟส่องถนนที่ยื่นออกมาจากตัวร้าน เรนโบว์ แฟลก ออกชั่วคราว นอกจากนี้ยังปรับปรุงซ่อมแซมร้านค้าดังๆ ในสมัยนั้นขึ้นใหม่หลายร้าน เช่น อควาเรียส เรกคอร์ดส์, ไชนา คอร์ต, โทด ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์ คาสโตร เธียเตอร์

# ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดนนี กลิกเคอร์ ต้องหากางเกงยีนส์แนบเนื้อแบบยุค 70 มาให้นักแสดงทุกคนซึ่งมีโครงสร้างทางร่างกายต่างกับคนยุคนั้น โดยเขาตระเวนหากางเกงยีนส์ตามร้านขายเสื้อผ้าใช้แล้ว และบางครั้งก็ต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อแลกกับกางเกงยีนส์ ลีไว ขาดๆ เก่าๆ แต่สวยงามและเป็นของแท้จากยุค 70

# ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แดนนี กลิกเคอร์ ออกแบบให้ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าซ้ำๆ เพียงไม่กี่ชุด เพื่อให้ตรงกับนิสัยจริงๆ ของ มิลค์ แม้กระทั่งตอนที่ มิคล์ เป็นนักการเมือง ก็ยังมีเพียงสูทที่ซื้อจากร้านเสื้อผ้ามือสองเพียง 2 ตัว และยังสวมรองเท้าที่ขาดเป็นรูโหว่ด้วย

 

# มีนักแสดงหลายคนที่ได้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าจริงของบุคคลที่ตัวเองกำลังรับบท เช่น ฌอน เพนน์ สวมเสื้อผ้าจริงๆ ของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ส่วน อลิสัน พิลล์ ได้สวมต่างหูที่ แอนน์ โครเนนเบิร์ก ใส่เป็นประจำในอดีต ลูคัส กราบีล สวมเสื้อกั๊กของ แดนนี นิโคเลตตา และ วิกเตอร์ การ์เบอร์ ผูกเทกไทของ จอร์จ มอสโคน ซึ่ง โจนาธาน ลูกชายของ จอร์จ ส่งมาให้คณะผู้สร้าง

# ร็อบ เอปสไตน์ ผู้กำกับ The Times of Harvey Milk (1984) ยอมให้ผู้สร้างนำภาพยนตร์ 35 มม. เรื่องนี้ของเขา มาจัดฉายที่โรงภาพยนตร์ คาสโตร เธียเตอร์ อันเป็นสถานที่ที่เคยฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อปลุกอารมณ์ร่วมของตัวประกอบก่อนการถ่ายทำฉากที่ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ นำขบวนประท้วงเคลื่อนไปตามท้องถนน

# ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2008 ผู้สร้างถ่ายทำฉากที่ชาวซานฟรานซิสโกนับหมื่นคนร่วมชุมนุมใต้แสงเทียนอย่าง สงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1978 สืบเนื่องจากมรณกรรมของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ และ จอร์จ มอสโคน ซึ่งรับบทโดย วิกเตอร์ การ์เบอร์ ฉากนี้มีตัวประกอบมาร่วมเข้าฉากมากกว่า 1,000 คน โดยมีส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมชุมนุมจริงๆ มาแล้ว

 

 


























































ข่าวที่เกี่ยวข้อง: MILK : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก